| Newsflash |
|---|
|
|
|
|
Musical Knowledge
Jazz
ประวัติโดยย่อของดนตรี Jazz (2) | ประวัติโดยย่อของดนตรี Jazz (2) |
|
|
|
ประวัติโดยย่อของดนตรี Jazz (2)
1930s - 1960s
Kansas City ในมลรัฐฯ Missouri เป็นจุดหยุดพักระหว่างการเดินทางไกลในสหรัฐฯ ทั้งทางรถยนต์ รถไฟ และเครื่องบิน จึงทำให้ต้องรองรับผู้คนที่สัญจรมากมาย ด้วยอิทธิพลจากนักการเมืองในช่วง 1930s ทำให้การจำหน่ายสุราเป็นไปอย่างเสรี และสถานที่เที่ยวในยามค่ำคืนสามารถเปิดได้ถึงเช้า หลังเลิกงานเล่นดนตรีใน Big Bands นักดนตรี Jazz (ส่วนมากมีถิ่นกำเนิดจากเมืองอื่นๆ) มักจะใช้ชีวิตต่อในคลับ-บาร์ เพื่อร่วมเล่น (Jam) กัน การโชว์และประชันฝีมือกันทั้งคืน จึงเป็นเรื่องปกติสำหรับ Kansas City ไป ด้วยเงื่อนไขนี้เอง ที่ทำให้บรรยากาศการเล่นดนตรีได้กลายเป็น "ผมต้องการจะพูดอะไรออกมา... ด้วยเครื่องดนตรีของผม" มากกว่าการโชว์เพียงเทคนิคการเล่น ทุกๆ คืนจึงเป็นการฝึกซ้อมอยู่ในหัวสมอง (Head Arrangement) ว่าจะใช้เครื่องดนตรีพูดอะไร ทำให้ต้องคิดและจัดเรียบเรียงคำพูด - จำเอาไว้ - แล้วพูดออกมา บ่อยครั้งที่จะต้องเจอกับสถานการณ์ที่คิดไม่ทัน แต่ก็ยังต้องพูด (Improvise) อยู่ดี เพื่อนๆ นักดนตรีทั้งหลายจะบอกและหยอกเองว่า สิ่งที่พูดออกมาเหล่านั้นถูกใจพวกเขาหรือไม่ เป็นการท้าทายความรู้และทักษะของนักดนตรีแต่ละคนไปในตัว
สิ่งที่ถือเป็นเอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของ Kansas City Jazz คือ แนวดนตรีจะออกไปทางโครงสร้าง 12-bar Blues มากกว่า 8-bar Jazz Standard (ในสายดนตรี Blues จึงมีชื่อเรียกว่า Big Band Blues ไปด้วย) แต่ที่สำคัญ คือ การสร้าง Riff ใน Section แรกแล้ว Improvise บนพื้นฐาน Riff นั้นๆ ใน Section ต่อๆ ไป เพื่อสร้างความน่าสนใจจนทำให้ผู้ฟังตื่นเต้นไปกับการ Solo ที่ให้ Hard-swinging Sound เช่นในเพลง "One O'Clock Jump" และ "Jumpin' at the Woodside" ที่โด่งดังของ Count Basie ที่นำเอา Riffs ต่างๆ จากวิธีการ Head Arrangement ทำการ Solo ออกมา ต้องถือว่า Kansas City Jazz เป็นส่วนสำคัญในช่วงเปลี่ยนจากดนตรีที่ประพันธ์และจัดเรียบเรียงไว้อย่างดีใน Big Band มาเป็นการ Improvise อย่างเสรี เป็นพื้นฐานให้กับสไตล์ Bebop - ที่ "ล้ำสมัย" เกินกว่าระดับเพลงป๊อบที่คนทั่วไปนิยมฟังในทศวรรษ 1940s
Jazz ได้รับการยอมรับว่าเป็นวัฒนธรรมดนตรีของอเมริกา และถูกเผยแพร่ออกสู่โลกภายนอกในช่วงสงครามโลกทั้งสองครั้ง (1914 - 1940) ในยุโรป Jazz เป็นที่โปรดปรานของชาวกรุง Paris มาก และพวกเขารัก Jazz เป็นชีวิตจิตใจเลยทีเดียว Jazz จึงมีโอกาสได้เติบโตด้วยวัฒนธรรมใหม่ๆ (ปราศจากปัญหาสังคมแห่งการเหยียดผิว) สู่ความเป็นดนตรีระดับนานาชาติ และเป็นที่มาให้กับ Gypsy Jazz (หรือ Gypsy Swing) ที่เกิดขึ้นโดยนักกีต้าร์ชาวฝรั่งเศส ชื่อ Django Reinhardt ในช่วงปลาย 1920s - 1930s ซึ่งนำเอาแนวทำนองเอกลักษณ์ของเพลง Gypsy มาใช้กับจังหวะเต้นรำ Swing ได้อย่างครึกครื้น แม้ Gypsy Jazz เป็นที่นิยมเล่นกันเพียงในคลับ-บาร์ในยุโรป แต่กลับเป็นที่ชื่นชอบไปทั่วโลก
สหรัฐฯ ในช่วงต้นทศวรรษ 1940s นักดนตรีรุ่นหลังจำนวนมากพยายามแสวงหาแนวทางของตนเองที่แปลกใหม่กว่าเพลงประเภท Swing ซึ่งย่ำอยู่กับที่ด้วยการเรียบเรียงที่ซ้ำซากจำเจ Charlie Parker - Alto Saxophone (จาก Kansas City), Dizzy Gillespie - Trumpet (จาก South Carolina) เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการริเริ่มดนตรีแนวใหม่เรียกว่า Bebop หรือ Bop ซึ่งปฏิวัติแนวเดิมที่ Improvise จากทำนองของเพลงเป็นหลัก โดยเปิดโอกาสให้นักดนตรีได้ Improvise ตามทางคอร์ด (Chords Progression) มากขึ้น สร้าง Harmony และจังหวะที่ซับซ้อนขึ้นมาก เพลงแนวใหม่นี้จึงไม่ได้เล่นเพื่อให้เต้นรำอีกต่อไป ศิลปินอื่นๆ ที่ร่วมสมัย Bop มีอีกหลายท่าน เช่น Thelonious Monk, Kenny Clarke, Max Roach, Bud Powell, Miles Davis, Dexter Gordon, ฯลฯ
หลังสงครามโลกครั้งที่สอง การอัดแผ่นเสียงหยุดชะงักไปในช่วงปี 1942-1944 เนื่องจากขาดแคลนวัตถุดิบคือพลาสติกไวนิล (Vinyl) และการที่รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ออกกฎหมายภาษีการบันเทิง ทำให้สถานที่เต้นรำจำนวนมากต้องเลิกราและปิดกิจการลง ส่งผลให้วง Big Bands เผชิญกับภาวะตกงาน ในช่วงเวลานั้นเองที่ Jazz ได้กลายเป็นดนตรี "ศิลปะ" และหลุดออกจากวงการเพลงป๊อบ จำนวนผู้ฟัง Jazz ลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อคนรุ่นใหม่หันไปนิยมฟังเพลงสไตล์ใหม่ๆ ของพวกเขา คือ Rhythm & Blues ในช่วง 1940s และ Rock ‘n' Roll ในช่วง 1950s
แต่แม้ว่าจะไม่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางเช่นแต่ก่อน Jazz ก็ยังมีการพัฒนาต่อไป ไม่ว่าดนตรีสไตล์ Bop ซึ่งถูกมองว่าเป็นเพลง "หัวปฏิวัติ" หรือสไตล์ดนตรีอื่นๆ อีกมากมายที่ตามมา
West Coast Jazz หรือ Cool Jazz เกิดขึ้นในเมือง Los Angeles ให้น้ำเสียงและการเรียบเรียงที่นุ่มนวล สวนกระแส Bop อย่างชัดเจน ได้รับความนิยมมากในช่วงกลางทศวรรษ 1950s ด้วยผลงานจากศิลปินหลายคน เช่น Claude Thornhill, Miles Davis, Gerry Mulligan, Lee Konitz, Gil Evans, Chet Baker, Dave Brubeck, Chico Hamilton เป็นต้น
Horace Silver - Piano เป็นหนึ่งในผู้สร้างสรรค์สไตล์ Hard Bop ขึ้นจาก Bop โดยนำเอาความเป็น Rhythm & Blues, Gospel และ Soul มาไว้ใน Jazz หลังจากนั้น ตามมาด้วยกระแส Avant-Garde หรือ Free Jazz ซึ่งทำให้การ Improvise ก้าวข้ามขอบเขตและกฎเกณฑ์ต่างๆ ดังจะเห็นได้จากการแสดงคอนเสิร์ตของ Omette Coleman ในนิวยอร์ค เมื่อปี 1959 ซึ่งผู้ฟังต่างตกตะลึงด้วย การเริ่มทำนองเพลงด้วยโน้ตเสียงเดียว (Unison) และ Improvise ทันทีโดยไม่ใช้แม้แต่คอร์ด หรือการที่ John Coltrane (ผู้ซึ่งได้นำเพลง Bop ไปอีกสุดโต่งด้วยการใช้คอร์ดจำนวนมหาศาลในเพลง Giant Steps ของเขา) Coltrane ยังได้ Improvise อย่างเมามันในช่วง Vamp ที่เล่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า (Vamp คือการ Improvise อย่างง่าย ๆ ในช่วงต้นเพลงหรือกลางเพลง) รวมทั้ง นักเปียโน Cecil Taylor ซึ่งนำเอา Atonality มาใช้ (Atonality คือการเล่นทำนองที่ไม่ได้อยู่ในคีย์ใดคีย์หนึ่งและให้ความสำคัญกับโน้ตทั้ง 12 ตัวอย่างเท่าเทียมกัน - จากดนตรีคลาสสิคร่วมสมัย) นอกจากนี้ Eric Dolphy ยังใช้การกระโดดขั้นคู่เสียงแบบที่ผู้ฟังคาดเดาไม่ถึงเลย เป็นต้น ความหลุดโลกของ Free Jazz ทำให้ผู้ฟังหลายกลุ่มตามไม่ทันและเลิกฟังไปในที่สุด
Vocalese (จากศัพท์ "Vocalise" + suffix "-ese") เป็นการร้องเพลง Jazz อีกสไตล์หนึ่งที่ได้รับความสนใจจากแฟนเพลงในช่วงปี 1957 - 1962 ซึ่งแทนที่จะร้องให้เป็นเสียงเครื่องดนตรีด้วยพยางค์ที่ไม่มีความหมาย เช่น bap ba doo dweeba da habba da bop da dop อย่างที่เรียกกันว่า "Scat Singing" นักร้องจะต้องร้องในลักษณะนั้น แต่ด้วยเนื้อเพลงที่แต่งไว้ตามทำนองของเพลง หรืออาจจะ Improvise ก็ได้ มีทั้งที่ร้องเดี่ยว และประสานเสียงเป็นคณะนักร้อง ศิลปินสำคัญในสไตล์ดนตรีนี้ ได้แก่ Dave Lambert, Jon Hendricks, และ Annie Ross รวมทั้ง Eddie Jefferson
Bossa Nova หรือ Brazilian Jazz เกิดขึ้นจากศิลปินชาว Brazil ได้แก่ Antonio Carlos Jobim, João Gilberto, Baden Powell และ Luiz Bonfã ที่ได้สนใจฟัง West Coast Jazz และสร้างแนวเพลงใหม่ที่ตัดความซับซ้อนของจังหวะ Brazilian Samba ลง เน้นที่แนวทำนองและเสียงคอร์ดที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง (Bossa Nova เป็นภาษาโปรตุเกส แปลตรงตัวว่า New Trend หรือ New Wave) ความนิยมของชาวบราซิลในดนตรีแนวใหม่นี้มีมากจนสามารถข้ามไปถึงสหรัฐฯ ในช่วงต้น 1960s และศิลปินจากสหรัฐฯ เช่น Charlie Byrd - Guitar, Stan Getz - Saxophone, Dave Brubeck - Piano, ฯลฯ ต่างก็พากันชมชอบดนตรีนุ่มๆ ฟังสบายๆ นี้และออกผลงานของพวกเขาเองอีกมากมายตลอดช่วง 1960s
Soul Jazz ถือได้ว่าได้รับความนิยมสูงสุดในยุค 1960s ด้วยการ Improvise ตามทางเดินคอร์ด (Chord Progressions) แต่ด้วยความหนักแน่นของ Groove ที่เล่นซ้ำๆ และท่วงทำนองช่วง Hook ในสไตล์ดนตรี Soul ที่มี Funk และ Gospel เป็นจุดเด่น เชิญชวนให้ผู้ฟังสนุกสนานอยากขยับตัวเต้นไปตามจังหวะ ศิลปินคนสำคัญ ได้แก่ Bill Doggett, Jimmy Smith, Les McCann, Gene Ammons, Stanley Turrentine, Hank Crawford ฯลฯ
Modal ถือเป็นทางออกสำหรับนักดนตรี Bop ที่ต้องการออกจากความจำเจในการ Improvise ไปเพียงตาม Chord Progressions โดยการใช้ Modes ต่างๆ (Modes มี 7 ประเภท คือ Lydian, Ionian, Mixolydian, Dorian, Aeolian, Phrygian และ Locrian ที่ค้นพบตั้งแต่สมัยกรีก และเคยใช้ในเพลงโบลถ์สมัยยุคกลาง) ทำให้ Improvise ได้กว้างขึ้น ตั้งแต่ด้วยการแต่งเพลงโดยเลือกใช้ Mode ไปจนถึงเทคนิคการเปลี่ยน Modes (Modulation) ในบทเพลงเดียวกัน ศิลปินสำคัญที่สร้างผลงานในแนวทางนี้ ได้แก่ Miles Davis - Trumpet, Bill Evans - Piano, John Coltrane - Saxophone, เป็นต้น
|
| < Prev | Next > |
|---|



