| Newsflash |
|---|
|
|
|
|
Musical Knowledge
Jazz
ประวัติโดยย่อของดนตรี Jazz (1) | ประวัติโดยย่อของดนตรี Jazz (1) |
|
|
|
ประวัติโดยย่อของดนตรี Jazz (1)
1890s - 1920s
Dixieland เป็นชื่อเรียกท้องถิ่นทางใต้ของสหรัฐฯ ครอบคลุม 11 มลรัฐที่ตั้งอยู่ในบริเวณแม่น้ำ Mississippi ได้แก่ South Carolina, Mississippi, Florida, Alabama, Georgia, Louisiana, Texas, Virginia, Arkansas, North Carolina และ Tennessee ที่ดินบริเวณปากแม่น้ำมีความอุดมสมบูรณ์ จึงเป็นแหล่งปลูกฝ้ายใหญ่ และใช้แรงงานทาสจาก Africa มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 จนกระทั่งการสิ้นสุดของสงครามกลางเมืองในสหรัฐฯ และการเลิกทาสในปี 1863
New Orleans ในมลรัฐ Louisiana เป็นเมืองที่ผู้คนจากหลายชาติย้ายถิ่นฐานสู่อเมริกาเพื่อตั้งรกรากสร้างอนาคต ไม่ว่าจากประเทศฝรั่งเศส อิตาลี สเปน เยอรมนี ไอร์แลนด์ เม็กซิโก คิวบา หมู่เกาะเวสต์อินดีส์ และคาริบเบียน รวมทั้งทาสจากอาฟริกาด้วย เมืองท่าเก่าแก่แห่งนี้ จึงมีความหลากหลายทั้งด้านวัฒนธรรม สถาปัตยกรรม ความเป็นอยู่ แฟชั่น อาหารการกิน ศิลปะและดนตรี ฯลฯ เทศกาลประจำปีที่ฉลองติดต่อกัน 6-8 สัปดาห์ ที่เรียกว่า Mardi Gras ทำให้เราพอเข้าใจได้ถึงความผูกพันกับดนตรีของชาว New Orleans ได้พอควร ดนตรี Jazz เริ่มต้นเมื่อใด คงเป็นคำถามหนึ่งซึ่งไม่มีคำตอบที่แน่นอน แต่พอสรุปได้ว่า จุดเริ่มต้นของดนตรี Jazz คือ Ragtime ผลิตผลแห่งการผสมผสานของจังหวะและดนตรีจากหลายเชื้อชาติดังกล่าว (รวมทั้งจาก Creoles - เป็นชื่อเรียกเหล่าลูกหลานของพ่อผิวขาวและแม่ผิวดำ จึงได้รับการศึกษาดนตรีตะวันตกไปพร้อมๆ กับอิทธิพลจากวัฒนธรรมดนตรี African) ดนตรี Ragtime ได้รับอิทธิพลจาก Brass-Band Music, European Folk Melodies, African-American Banjo Music, Spirituals, Work Songs, Minstrel Songs, Military Marches, European Light Classics, ฯลฯ แต่ที่โดดเด่น คือ การเต้นรำ Cakewalk (จากงานเต้นรำของพวกทาส African ในอเมริกาในสมัย 1840s ซึ่งคู่ที่ชนะประกวดได้รางวัลเป็นขนมเค้ก) Ragtime ใช้การเน้นจังหวะแบบ Syncopation (เช่น ในเพลงจังหวะ 4/4 จะเน้นที่จังหวะ 2 และ 4 แทนที่ตามปกติ จะเน้นจังหวะ 1 และ 3 เป็นต้น) บทเพลง Ragtime ใน ยุคเริ่มแรก มักถูกเขียนสำหรับเล่นเปียโน มือซ้ายที่เล่นเสียงเบสจะลงที่จังหวะ 1 และ 3 และมือขวาที่เล่นคอร์ดและทำนองจะลงที่จังหวะ Offbeat (มักใช้ประโยชน์จากโน้ตเขบ็ด 1 ชั้น - Eighth Note เล่นตัวโน้ตที่ไม่ลงในจังหวะที่เราคุ้นเคยหรือคาดคิด ซึ่งเป็น Syncopation อีกแบบหนึ่ง) ทำให้ฟังดูมีชีวิตชีวา กระฉับกระเฉง เป็นที่มาของชื่อสไตล์ดนตรี (Rag แปลตามคำกริยาว่า หยอกล้อ ถ้าแปลจากคำนาม คือ ผ้าที่มีรอยขาดหลายแห่ง เปรียบเทียบกับจังหวะของ Ragtime ที่ไม่เรียบอย่างผ้าเต็มผืน) ดนตรีสไตล์นี้เริ่มขึ้นในช่วง 1890s และเฟื่องฟูได้ราว 25 ปี มีนักแต่งเพลงหลายคน เช่น Ben Harney (1872-1938) และที่สำคัญ คือ Scott Joplin (1867-1917) ผู้แต่งเพลง Maple Leaf Rag (1899) และ The Entertainer (1902)
การผสมผสานของ Ragtime กับจังหวะและดนตรีจากหลายเชื้อชาติดังกล่าว รวมทั้ง Blues และ Popular Music ในสมัยนั้น ทำให้เกิดการพัฒนาเข้าสู่ความเป็นดนตรีที่ให้ความร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในสมัยนั้นเรียกว่า Hot Music (จากนั้น คำว่า Jass ซึ่งเป็นชื่อน้ำหอมสกัดจาก Jasmine ที่โสเภณีนิยมใช้กัน ถูกนำมาใช้เรียกเป็นชื่อดนตรีประเภทนี้ แล้วค่อยๆ ผันเป็น Jazz) พัฒนาการของ Jazz ใน ช่วงแรกนี้เป็นไปอย่างช้า ๆ โดยนักดนตรีที่เล่นในงานศพ งานแต่งงาน งานรื่นเริง และงานเต้นรำต่างๆ ซึ่งขนาดและจำนวนนักดนตรีในแต่ละวงอาจแตกต่างกันไปด้วยประเภทเครื่องดนตรี เช่น Clarinet, Saxophone, Cornet, Trombone, Tuba, Banjo, Bass, Guitar, Drums, และ Piano ในการแสดงแต่ละครั้ง นักดนตรีเหล่านี้ได้เสริมแต่งและพลิกแพลงบทเพลง (ด้วยเทคนิคการใช้ Ornamentation และ Variations) ให้ฟังน่าสนใจและสนุกสนานขึ้น เป็นต้นตอให้กับ Jazz Improvisation ที่เติบโตขึ้นอย่างจริงจังในทศวรรษต่อๆ มา
หลังจากนั้น โครงสร้างของวงดนตรี Jazz ได้ถูกพัฒนาจนเกิดรูปร่างได้มาตรฐานขึ้นด้วยการจัดให้มี นักดนตรีแถวหน้า (Front Line) ประกอบด้วยเครื่อง Cornet, Trumpet, Trombone และ/หรือ Clarinet และกลุ่มเครื่องดนตรีที่คุมจังหวะเพลง (Rhythm Section) คือ Drums, Bass หรือ Tuba, Guitar หรือ Banjo และ Piano โดยที่เครื่องดนตรีเอก (มักจะเป็น Cornet หรือ Trumpet) จะเล่นทำนอง หรือท่อนวลี หรือดัดแปลงท่อนทำนอง ในขณะที่นักดนตรีเครื่องอื่นๆ ใน Front Line ต่างคนต่างก็เป่าบรรเลงแบบด้นสด (Improvise) ทำให้เกิดหลายๆ แนวทำนอง (Polyphonic) ขึ้นพร้อมกันในท่อนเพลงเดียวกัน เกิดเป็นดนตรีสไตล์ New Orleans Jazz ศิลปินสำคัญรุ่นบุกเบิกในยุคนี้ คือ Buddy Bolden - Cornet, Freddie Keppard - Cornet, Edward ‘Kid' Ory - Trombone, King Oliver - Cornet, Jelly Roll Morton - Piano, Louis Armstrong - Cornet, Sidney Bechet - Clarinet เป็นต้น
ในช่วงเวลา 1910s Jazz ได้กระจายออกจากภาคใต้ โดยเฉพาะจาก New Orleans เมื่อนักดนตรีเหล่านี้ได้พากันอพยพมุ่งสู่ความเจริญในมหานครต่างๆ เช่น Chicago, New York, Los Angeles เป็นต้น เพื่อชีวิตใหม่ที่ดีกว่า
ในปี 1917 วงดนตรีผิวขาวชื่อ ‘The Original Dixieland Jazz Band (ODJB)' จาก New Orleans ได้เซ็นสัญญากับบริษัทแผ่นเสียง Victor ในกรุง New York และบันทึกเพลง "Livery Stable Blues" (เป็นเพลงที่ใช้เสียงเครื่องดนตรีเลียนเสียงสัตว์ต่างๆในลานยุ้งฉาง) และได้กลายเป็นเพลงขายดีติดอันดับ หลังจากนั้น การเล่นดนตรีแบบวง ODJB มีมากขึ้นจนเรียกว่า Dixieland Jazz ขึ้น (นักเขียนบางคนระบุว่า อาจใช้เรียกวงดนตรีคนผิวขาว) เวลาผ่านไปอีกหลายปีกว่าดนตรี Jazz ของศิลปินผิวดำ (ดังที่กล่าวถึงข้างต้น) เช่น Keppard, Ory, Oliver, Bechet, Morton, ฯลฯ จะได้รับการบันทึกเสียง จึงทำให้คนจำนวนมากเข้าใจผิดว่า คนผิวขาวโดยเฉพาะอย่างยิ่ง วง ODJB เป็นผู้คิดค้นดนตรี Jazz ขึ้นมา เพลงแจ๊สมาตรฐาน (Jazz Standards) จากสมัย New Orleans Jazz ที่แม้แต่คนที่ไม่ได้เป็นแฟนเพลง Jazz ก็รู้จัก มีหลายเพลง เช่น "When the Saints Go Marching In" และ "Basin Street Blues"
ในทศวรรษ 1920 เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะ "ยุคของ Jazz" (The Jazz Age) นักดนตรีสำคัญๆ ผู้มีความสามารถในยุคนี้ต่างแสดงฝีมือและช่วยพัฒนา Jazz ไปอีกขั้นหนึ่ง โดยเฉพาะในกรุง Chicago เช่น Jelly Roll Morton - Piano, วง King Oliver's Creole Jazz Band (ซึ่งมี Louis Armstrong - Cornet และ Johnny Dodds - Clarinet เป็นสมาชิกอยู่ด้วย) และเป็นที่ชื่นชอบของเหล่านักดนตรีวัยรุ่นผิวขาว เช่น Jimmy McPartland - Cornet, Bud Freeman - Tenor Saxophone, Eddie Condon - Guitar, Benny Goodman - Clarinet และ Gene Krupa - Drums เป็นต้น วัยรุ่นเหล่านี้ต่างได้สะสมทักษะและประสบการณ์จนสามารถผสมสาน New Orleans Jazz ให้เข้ากับชีวิตความเป็นอยู่ของสังคมเมือง ทำให้เกิดเป็น "Chicago-Style Jazz" ขึ้นในเวลาต่อมาในยุค Swing
Louis Armstrong เป็นบุคคลสำคัญในการทำให้ดนตรี Jazz เปลี่ยนจากการ Improvise แบบหลายเครื่องดนตรีพร้อม ๆ กันในสไตล์ New Orleans Jazz เป็นแบบการ Solo เดี่ยวที่เปี่ยมไปด้วยความรู้สึกและสร้างอารมณ์ได้อย่างเร่าร้อน (โดยมี Rhythm Section ที่หนุนอยู่ เล่นค่อยๆ ดังขึ้นจนถึงจุด Hot Climax ของการ Solo) จึงเกิดชื่อเรียกสไตล์นี้ว่า Hot Jazz แผ่นเสียงจากวง Hot Five และ Hot Seven ของเขามีอิทธิพลอย่างมากต่อการเปลี่ยนแนวทางของดนตรีซึ่งเป็นการปรับและปูพื้นให้ Jazz เข้าสู่ยุค Swing ซึ่งได้กลายเป็นที่นิยมมาก โดยเฉพาะกับวงออร์เคสตร้าขนาดใหญ่ (Big Bands) ในครึ่งหลังของทศวรรษ 1920
ในขณะเดียวกัน การร้องเพลงแบบ Scat (การ Improvise ด้วยเสียงพยางค์ที่ไร้ความหมาย เสมือนเป็นอีกเครื่องดนตรี เช่น " ...bap ba doo dweeba da habba da bop da dop ...") นับเป็นการท้าทายความสามารถของนักร้อง และการร้องที่ไม่แบ่งช่วง Phrase อย่างเคร่งครัดนัก ก็มีอิทธิพลต่อนักร้องผู้โด่งดัง คือ Bing Crosby อีกด้วย ศิลปินต่างๆ ที่ก้าวขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญในโลกของดนตรี Jazz ในช่วงนี้ ได้แก่ Bix Beiderbecke - Cornet, James P. Johnson - Piano หรือที่รู้จักกันในนามของ the King of Stride Pianists, Duke Ellington - Composer/Arranger, Coleman Hawkins - Singer, ฯลฯ
หลังจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ (The Great Depression) ในปี 1929 ประชาชนในสหรัฐฯ พยายามหาความบันเทิงสนุกสนานไปกับเพลงและการเต้นรำในแนว Swing ปรากฏว่า ในระหว่างปี 1935 - 1946 เพลงของวง Big Bands ต่างพากันครองตำแหน่งในชาร์ตเพลงยอดนิยม (Popular Music Chart) ดนตรี Jazz ได้กลายเป็นส่วนสำคัญในวงการดนตรีป๊อบ ไม่ใช่เป็นเพียงกระแสดนตรีประเภทหนึ่งอย่างที่เคยเป็นมา Glenn Miller และ Artie Shaw มียอดขายแผ่นเสียงนับล้านแผ่น ตลอดจน Benny Goodman, Count Basie, Woody Herman และ Duke Ellington ได้กลายเป็นศิลปินผู้มีชื่อเสียงที่เป็นที่รู้จักทั่วไป Art Tatum - Piano, Teddy Wilson - Piano, Lester Young - Tenor Saxophone, Roy Eldridge - Trumpet, และ Bunny Berigan - Trumpet ได้ริเริ่มดนตรีแนวใหม่ๆ ในขณะที่การเรียบเรียงเสียงประสานของ Big Bands ได้มีความซับซ้อนมากขึ้น นอกจากนี้ ดนตรี Dixieland Revival ถูกฟื้นฟูขึ้นมาใหม่โดยมี Bunk Johnson, Kid Ory, George Lewis, Eddie Condon, Louis Armstrong, Lu Watters Yerba Buena Jazz Band, Bud Freeman, ฯลฯ เป็นกำลังสำคัญ |
| < Prev | Next > |
|---|



