• English
  • Thai
Newsflash
Home arrow Musical Knowledge arrow Articles - Pop/Rock arrow From Hard Rock to Nu Metal
From Hard Rock to Nu Metal Print E-mail

จาก Hard Rock ผ่าน Heavy Metal และ Punk สู่ Nu Metal

images.jpeg images2.jpegimages3.jpegimages4.jpeg

ทศวรรษ 1960s
“ก่อนจะเป็น Hard Rock/Heavy Metal”


เดิมทีดนตรี Rhythm & Blues (R&B) และ Rock ‘n’ Roll นั้นเกิดขึ้นในสหรัฐฯ ตั้งแต่ทศวรรษ 1940s และ 1950s ตามลำดับ แผ่นเสียงดนตรีสไตล์เหล่านี้ถูกส่งข้ามทวีปเข้าไปขายในประเทศต่างๆ ในยุโรป ทำให้เกิดความนิยมในกลุ่มวัยรุ่นโดยเฉพาะที่อังกฤษ  Chuck Berry และ Buddy Holly รวมทั้ง The Every Brothers, Elvis Presley, Gene Vincent, ดนตรีโซลจากแผ่นเสียงค่าย Motown ฯลฯ เป็นเหล่าศิลปินจากอเมริกาในสมัยนั้นที่มีอิทธิพลต่อกลุ่มผู้ฟังวัยรุ่นเป็นอย่างมาก แต่ด้วยเหตุที่มีสถานีวิทยุเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้นที่เล่นเพลงเหล่านี้ แถมจำกัดอยู่เพียงบางรายการเท่านั้น และโอกาสที่จะได้ดูการแสดงสดของศิลปินจากอเมริกาแทบจะไม่มีเลย ทางออกของวัยรุ่นสมัยนั้น จึงเริ่มจากการช่วยกันเจียดเงินเท่าที่มี หาซื้อกีต้าร์และเครื่องดนตรีมือสอง (บ้างก็ใช้ไม้กระดานเคาะจังหวะ) เพื่อรวมตัวเล่นดนตรีร็อคแอนด์โรลที่ชื่นชอบ และอย่างไม่รู้ตัว พวกเขาค่อยๆสร้างดนตรีในสไตล์ของตนเองขึ้นมา

พฤติกรรมของกลุ่มวัยรุ่นเหล่านี้แพร่หลายจนเกิดปรากฏการณ์เรียกว่า Beat Boom ขึ้น ในช่วงต้นทศวรรษ 1960s มีวงดนตรีที่เล่นเพลงจังหวะเร่าร้อนนี้กระจายไปทั่วเกาะอังกฤษ ทั้งใน Manchester, London, Belfast ฯลฯ  แต่ต้องถือว่า Liverpool เป็นแหล่งใหญ่ที่สุด และที่สำคัญ คือเป็นเมืองที่เกิดวง The Beatles ผู้เกรียงไกรไปทั่วโลก ความสำเร็จอย่างล้นหลามของ the Beatles เป็นการเปิดประตูให้กับกระแสดนตรี beat จากอังกฤษ (โดยเฉพาะจาก Liverpool) ทะลักเข้าสู่สหรัฐอเมริกา เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า British Invasion ซึ่งพอจะแบ่งได้เป็นหลายประเภท เช่น
 

•    ดนตรีแนว Pop ที่เรียกว่า Merseybeat เป็นเพลงฟังง่าย ทำนองไพเราะ เสียงใสๆ มีการประสาน ใกล้เคียงกับสไตล์เพลงเบาๆ ของ the Beatles ศิลปินแนวหน้าจากอังกฤษในกลุ่มนี้ ได้แก่ Gerry & the Pacemakers, Herman’s Hermits, the Searchers, the Hollies, Peter and Gordon ฯลฯ
•    วงดนตรีดนตรีสาย R&B ที่ฟังและศึกษางานของศิลปินอเมริกา (เช่น Muddy Waters และ Bo Diddley) กลุ่มวงดนตรีอังกฤษที่เล่นเพลง R&B ในยุคเริ่มต้นนี้ มี Alexis Korner and Cyril Davies, the Rolling Stones, the Yardbirds, Manfred Mann, the Kinks, the Pretty Things, the Who, the Animals, the Spencer Davis Group ฯลฯ

•    นอกจากนี้ยังมีอีกแนวดนตรีที่ไม่ใช่ทั้ง R&B และ Pop เพราะมีสไตล์เฉพาะของตนเอง เช่น ผลงานร็อคของ the Dave Clark Five, เสียงโหยหวนหลอกหลอนจาก the Moody Blues, และทำนองแปลกใหม่ของ the Zombies เป็นต้น

ดนตรี Hard Rock เป็นดนตรีที่เกิดขึ้นจากคนหนุ่มสาวในอเมริกาและอังกฤษช่วงปลายทศวรรษ 1960s ซึ่งให้ความสนใจกับเหตุการณ์ต่าง ๆ เช่น สงครามเวียดนาม ปัญหาสีผิว สิทธิสตรีและมนุษยชน   พวกเขาพยายามค้นหาคำตอบให้กับสังคม ซึ่งในทางดนตรี แนวทางเดียวกันก็ได้เกิดขึ้น โดยเป็นการทดลองเสียงใหม่ ๆ เพื่อออกจากกรอบดนตรีป๊อบร็อค (Pop/Rock Music) ที่จำเจอยู่กับเพียงความบันเทิง รื่นเริง และความรักที่ผิวเผิน และไม่ได้สะท้อนแง่มุมความเป็นจริงของชีวิตใด ๆ เลย ทำให้เกิดดนตรีร็อคแนวใหม่ ๆ เช่น Blues Rock, Psychedelia, Hard Rock-Heavy Rock, Progressive Rock, Folk Rock, Country Rock, และ Garage Rock กับ Proto-Punk ขึ้น

treat.jpgstry.jpgrawdog.jpg

ทศวรรษ 1970s
“Hard Rock/Heavy Metal กับดนตรีใต้ดิน ‘PUNK’ ที่มาแรงสุด ๆ”

ในช่วงต้น 1970s ได้เกิดแนวดนตรีเน้นภาพลักษณ์ที่เรียกว่า Glam Rock & Glitter นำทีมโดย T.Rex กับ David Bowie ซึ่งมีผลทำให้บริษัทอัดแผ่นเสียงใหญ่ ๆ ผลิตเพลงแนว AOR (Adult Oriented Rock) และจัดการแสดงดนตรีที่เรียกว่า Arena Rock ขึ้น ดังจะเห็นจากคอนเสิร์ตของวงดนตรีต่าง ๆ  เช่น Journey, Foreigner, Kansas และ Boston เป็นต้น

ผลต่อเนื่องจากแนวดนตรี Psychedelia, Progressive Rock และ Hard Rock ในตอนปลาย ‘60s ทำให้เกิดดนตรีสไตล์หนัก ๆ เหล่านั้นเช่นเดียวกันในสหรัฐฯ เช่นกัน ทั้งยังทำให้เกิด Guitar Virtuosos (หรือที่รู้จักกันในนาม Guitar Heroes) และ Southern Rock ที่โด่งดังในช่วงต้น ‘70s อีกด้วย

ในช่วงปลายทศวรรษ 1970s ได้เกิดกระแสดนตรี Heavy Metal จากกลุ่มวงดนตรีอังกฤษอีกครั้งหนึ่ง แต่เรียกครั้งนี้ว่า New Wave of British Heavy Metal (NWOBH) ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างดีจนเกิดสไตล์ดนตรีขึ้นอีกมากมายในทศวรรษต่อมา

การก่อตัวของดนตรีแนว Garage Rock ตั้งแต่กลาง 1960s สืบทอดต่อมาเป็น American Underground ซึ่งในช่วงต้น ‘70s ยังคงเป็นดนตรีใต้ดิน (Underground) ที่ไม่สนใจแนวดนตรีหลัก (Mainstream) ที่ค่ายเพลงใหญ่ ๆ มักเป็นผู้ทำการป้อนเพลง Mainstream เหล่านี้ ซึ่งครอบคลุม Pop/Rock, Rhythm & Blues (R&B), Country & Western (C&W), Dance รวมถึงบางสไตล์ของ Heavy Metal ด้วย

กระแสการเล่นดนตรีแบบ ‘Easy-To-Play’ + ‘Do-It-Yourself’ (เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นตอนที่ Rock ‘n’ Roll เพิ่งเริ่มเกิดขึ้น) ผนวกเข้ากับการได้ระบายความไม่พอใจ ความเดือดร้อน ความไม่ยุติธรรมในสังคม ฯลฯ ผ่านเนื้อร้องที่ดุเดือดสะใจ ทำให้พลังดนตรี Punk เติบโต และหลังจากที่ขยายตัวไปฝั่งอังกฤษในช่วงกลาง ‘70s นั้นเอง The Sex Pistols และ The Clash ก็ได้ประกาศความรุนแรงและสร้างกระแสความบ้าคลั่งของ British Punk ได้อย่างที่ไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อน ทั้ง American และ British Punk ได้ปลดปล่อยให้เกิดอิสรภาพแห่งการสร้างดนตรีให้กับมวลชนอย่างเต็มที่ เกิดเป็นดนตรีสไตล์ย่อย ๆ อีกมากมายจากหมวด New Wave และ Post-Punk ในช่วงปลาย ‘70s คาบต่อต้น ‘80s


ทศวรรษ 1980s
“เมื่อคลื่นลูกใหม่ ๆ ของ Punk พบกับ สุดยอดฝีมือ Heavy Metal”

พัฒนาการดนตรีในยุค 1980s มีในทุกแนวดนตรี สิ่งที่ต้องจับตามองจากดนตรีสาย Pop/Rock คือ Hip Hop และ Rap ซึ่งได้ยินกันในสหรัฐฯ มาตั้งแต่ช่วงต้น ‘80s และเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ และครอบครองความนิยมในหมู่คนรุ่นเยาว์จนข้ามเข้าศตวรรษที่ 21

ปรากฏการณ์ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ การผสมผสานความรุนแรงจากแนวสุดโต่งสองขั้วของ Punk และ Heavy Metal ที่เมื่อตอนเริ่มต้นในยุค ‘70s ต่างก็ปฏิเสธที่จะเกี่ยวข้องกันอย่างเด็ดขาด
•    ในทางหนึ่ง New Wave จากสาย Punk ได้ก่อให้เกิดแนวดนตรีอีกมากมายในหมวด Alternative Pop/Rock และ Post-Punk ก็ได้ทวีความรุนแรงจนเกรี้ยวกราดเป็น Hardcore Punk แบบถึงแก่นจริง ๆ
•    ส่วนทาง Hard Rock/Heavy Metal นั้น สุดยอดฝีมือกีต้าร์ได้สร้างสรรค์ดนตรี Neo-Classical Metal และ Speed Metal ที่รุนแรงและรวดเร็วจนบางคนฟังแล้วรู้สึกแน่นหน้าอก

               

yngwiemalmsteend2-cover.jpg

 

Thrash Metal ได้กลายเป็นทางออกที่ดีให้กับ Speed Metal และได้พิสูจน์ตนเองในการนำเอาจิตวิญญาณของ Hardcore Punk เข้ามาบรรจุไว้ในบทเพลง ผลที่ออกมา คือ ความยิ่งใหญ่ที่ได้จากการรวมตัวกันของแฟนเพลงจากทั้งสองฝ่าย

แต่ในที่สุด Thrash ก็เริ่มถึงทางตัน แฟนเพลงเริ่มเบื่อหน่ายกับการโซโลกีต้าร์แบบหูดับตับไหม้ของ Thrash ซึ่ง วงดัง ๆ เช่น Metallica และ Megadeth ได้กลายเป็น Super Stars ไปแล้ว ความต้องการฟังเพลงแนวอื่น ๆ ได้ทำให้คนเริ่มหันเข้าหา Alternative Pop/Rock และในที่สุดก็ได้พบกับ Grunge จากเมือง Seattle ที่ใส่ความเป็น Hardcore เข้ากับเสียง Heavy Metal แบบไม่หวือหวาแต่หนักแน่นและจริงจัง

นอกจาก Heavy Metal จะได้กระจายตนเองเข้าไปในดนตรีแนวอื่น ๆ อย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นแนวฟื้นฟู  Progressive Rock จากช่วงต้น ‘70s ที่กลายมาเป็น Progressive Metal หรือ Pop Metal (Hair Metal), Funk Metal, Punk Metal, Industrial Metal แล้ว ยังได้ให้กำเนิดกับแนวดนตรีที่เรียกว่า Extreme Metal ที่มี Goth Metal, Grindcore, Death/Black Metal และ Doom Metal เป็นสมาชิกอย่างเหนียวแน่นและต่อเนื่องข้ามไปถึงทศวรรษ 1990s – 2000s เลยทีเดียว

 

4202.jpg


ทศวรรษ 1990s – 2000s
“Indie Rock และ Alternative Metal ต่างพากันต้อนรับและสวมกอดดนตรีทุกแนว”


Nirvana เป็นวงที่ได้พลิกความเป็น Underground ของ Grunge ให้กลายเป็น Mainstream  และดับอนาคตของ Thrash Metal ลงอย่างสิ้นเชิงในปี 1991 และด้วยเหตุนี้เอง จึงเกิดการแบ่งแยกอย่างชัดเจนระหว่างพวก Alternative Pop/Rock กับ Indie Rock ซึ่งเป็นกลุ่มที่ยึดมั่นอยู่กับดนตรีนอกกระแสหลัก และไม่ยอมขึ้นอยู่กับความสำเร็จทางพาณิชย์ อิสรภาพแห่งดนตรีของ Indie Rock ได้ทำให้เกิดดนตรีต่าง ๆ ขึ้นอีกมากมายในทศวรรษ 1990s นี้

 

nirvana_2.jpgnirvana2.jpgnirvana21.jpg   


ในช่วงต้น 1990s ได้มีการย้อนกลับไปนำเอาดนตรียุครุ่นพ่อ และพี่ ๆ  ‘60s – ‘80s กลับมาทำเป็นแนว Heavy Metal เช่น Jam Bands (จาก Southern Rock, African Beats), Stoner Metal (Psychedelia, Grunge), Power Metal (Progressive Metal, NWOBHM), Punk-Pop (Alternative Rock: Post-Grunge)
Alternative Metal เป็นการผสมผสานสูตรของดนตรีรุ่นใหม่ ๆ ได้แก่ Thrash, Grunge, Hip Hop, Rap, และ Industrial Metal เข้าเป็นเสียงดนตรีที่เรียกว่า Rap Metal รวมทั้งNu Metal

 

 
< Prev