| Newsflash |
|---|
|
|
|
|
Musical Knowledge
Pop Music
ดนตรีป๊อบปูล่าร์ (Popular music) ในปัจจุบัน ครอบคลุมดนตรีหลายประเภท เช่น Jazz, Country & Western, Blues, Soul, Rock, Musicals, Film music, ฯลฯ เป็นดนตรีที่ถูกผลิตเพื่อให้เป็นที่นิยมโดยคนส่วนมาก ความสำเร็จของเพลงจึงขึ้นอยู่กับแรงตอบรับจากผู้ฟังว่าชื่นชอบหรือไม่ Pop music ในปัจจุบันส่วนมากมักจะเป็นเพลงร้อง ความยาวไม่เกิน 5 นาที ใช้วง Pop band (นักกีต้าร์ เบส กลอง คีย์บอร์ด และนักร้อง) โดยทั่วไปจะเน้นการใช้จังหวะ โครงสร้างเพลงมักอยู่ในรูปแบบการซ้ำท่อนเพลง เช่น AAA หรือ AABA (B เป็นท่อนสร้อย) หรือ ABACB (C เป็นท่อนเสริม) เป็นต้น อาศัยทำนองที่จำง่าย-ติดหู และเสียงประสาน ในส่วนเนื้อร้อง จะเป็นเรื่องราว ประสบการณ์ และการระบายความรู้สึกต่างๆ กันไป ในเชิงประวัติศาสตร์ ถือได้ว่าดนตรีป๊อบ มีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 จากการพิมพ์และจำหน่ายบทเพลงที่ได้รับความนิยม (ประเภท ballad) ในยุโรป ผู้แต่งเพลงมักนำเอาดนตรีพื้นเมือง (Folk music) มาประยุกต์แต่งเป็นเพลงแนวใหม่ๆ เช่น Ballad Opera (ตัวอย่าง - The Beggar's Opera - ปี 1728 แต่งโดย Johann Pepusch), Irish jigs, Scottish laments เป็นต้น จนล่วงเข้าช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ผลของการปฏิวัติอุตสาหกรรม ทำให้เกิดสังคมเมืองใหญ่ มีการแสดงละครดนตรี (ทั้งประเภทสนุกสนาน หวานซึ้ง ล้อเลียนสังคม ฯลฯ) ตามโรงละครดนตรี (music hall) ที่มีชื่อเสียงมาก คือ ละครเพลงของนักประพันธ์ชาวอังกฤษ คือ William Gilbert & Arthur Sullivan เช่น H.M.S. Pinafore, The Pirates of Penzance, The Mikado ในสหรัฐอเมริกา พอจะสรุปได้ว่า ดนตรีป๊อบเริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงกลางศตวรรษที่ 19 แต่อยู่ในรูปแบบของการแสดงที่เรียกว่า Minstrel Shows โดยคณะนักแสดงผิวขาวทาหน้าด้วยสีดำ แสดงล้อเลียนคนผิวดำ ในลักษณะเป็นคนที่ไม่นำพาสิ่งใดๆ ร่าเริง แต่เกียจคร้าน และเชื่อไสยศาสตร์ ความนิยมใน Minstrels ค่อยๆ หมดไปเมื่อคนผิวดำเริ่มมีสิทธิ์มีเสียงมากขึ้นในสังคม ประกอบกับมีการแสดงประเภท Vaudeville เกิดขึ้นด้วย (เป็นการแสดงหลายๆ ประเภท มีการเต้นรำ แสดงตลก มายากล กายกรรม ละครสัตว์ หรือแม้กระทั่ง การฉายหนังสั้น เป็นต้น) Stephen Foster เป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกดนตรีป๊อบของอเมริกา เขาได้แต่งเพลงไว้กว่า 200 เพลง เช่น เพลง "Oh! Susanna" (1848), "Old Folks at Home" (1851), "My Old Kentucky Home" (1853), "Beautiful Dreamer" (1864) ส่วนมากจะเป็นเพลงที่มีท่วงทำนองและเนื้อเพลงที่จำง่าย-ติดหู (เรียกกันต่อมาว่า "hooks" - คือเกี่ยวหูผู้ฟัง) Foster ได้รับอิทธิพลดนตรีโอเปร่าจากอิตาลี เช่น บทประพันธ์ที่มีการตีพิมพ์เป็น sheet music ของ Gioacchino Rossini, Vincenzo Bellini และ Gaetano Donizetti การร้องเพลงสไตล์อิตาเลียนแบบ bel canto (เสียงนุ่มๆ ชัดถ้อยชัดคำ อบอุ่น) เป็นที่มาของการร้องที่เรียกว่า crooning ของนักร้องเพลง standard ในช่วงทศวรรษ 1920s - 1930s Sheet music เป็นสื่อดนตรีสำคัญและได้รับความนิยมมากถึงขนาดที่ขายกันเกิน 1 ล้านแผ่น เช่น เพลง "After the Ball" - Charles Harris (1894) ศูนย์กลางแหล่งผลิตและตลาดใหญ่ของ Sheet music อยู่ในเขตที่เรียกว่า Tin Pan Alley ในกรุงนิวยอร์ค มีนักประพันธ์เพลงชั้นนำที่แต่งเพลงร่วมกันอยู่หลายคู่ เช่น George Gershwin & Ira Gershwin, Richard Rodgers & Oscar Hammerstein II, Richard Rodgers & Lorenz Hart ซึ่งแต่งดนตรีประกอบการแสดงเวที Broadway Musicals เป็นที่นิยมจนกระทั่งปัจจุบัน และเพลงร้องในวงออร์เคสตร้าสำหรับเต้นรำ (Dance Orchestras) ด้วย นับตั้งแต่ Thomas Edison ได้คิดค้นการอัดเสียงได้ในปี ค.ศ. 1877 ตามด้วยการกระจายเสียงผ่านวิทยุและการอัดเสียงลงในภาพยนตร์ ทำให้แผ่นเสียงเป็นที่นิยมมากกว่า sheet music นอกจากนี้ การประดิษฐ์เครื่องขยายเสียง amplifiers และการบันทึกเสียงในห้องอัด ประกอบกับการพัฒนาการร้องแบบ crooning ด้วยนักร้องขั้นนำ เช่น Bing Crosby และ Frank Sinatra ทำให้บริษัทอัดแผ่นเสียงสามารถจำหน่ายแผ่นเสียงได้ถึง 100 ล้านแผ่น ส่วนในประเทศอังกฤษ ก็ได้มีดาราเด่นๆ เช่น Grace Fields, George Formby, และ Vera Lynn ปรากฏในแวดวงโรงละครเพลง รายการวิทยุและภาพยนตร์ ตลอดจนการอัดแผ่นเสียงด้วยเช่นกัน ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ในขณะที่ดนตรีของคนผิวขาวในรัฐต่างทางตอนใต้ของสหรัฐฯ ประเภท Country music เป็นที่นิยมกันมากขึ้น อุตสาหกรรมดนตรีในสหรัฐฯ ก็ได้เริ่มรู้จักกับดนตรีของคนผิวดำ คือ ดนตรีบลูส์ (Blues) เช่น จากผลงานเพลงของ Bessie Smith และ Robert Johnson ดนตรี Ragtime เช่น เพลง "Maple Leaf Rag" ของ Scott Joplin ดนตรีแจ๊ส (Jazz) เช่น King Oliver และ Louis Armstrong ที่ทำให้ดนตรีแจ๊สพัฒนาได้มากในช่วง 1920s - 1930s ทั้งบลูส์และแจ๊สจากคนผิวดำสามารถแทรกตัวเข้าในกระแสดนตรีป๊อบและครองใจชาวอเมริกันได้ในที่สุด ในช่วงระยะเวลา 10 ปี คือระหว่าง ปี ค.ศ. 1935 - 1945 ถือเป็นยุคทองของแจ๊สในสไตล์ "Swing" ที่บรรเลงโดยวงดนตรีที่เรียกกันว่า "Big Band" (กำเนิดขึ้นโดยศิลปินผิวดำอีกเช่นกัน) หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐอเมริกาฟื้นตัวได้ก่อนประเทศอื่นๆ และได้กลายเป็นประเทศมหาอำนาจตั้งแต่นั้นมา คนรุ่นใหม่มีงานทำ มีเงินใช้ ด้วยความที่ประเทศอยู่ในจุดที่สามารถสร้างงานในสาขาต่างๆ ได้อย่างมากมายและต่อเนื่อง เงินจึงสะพัดไปทั่ว เศรษฐกิจอเมริการุ่งเรืองกว่าทุกสมัยในอดีต คนหนุ่มสาวสามารถซื้อวิทยุและแผ่นเสียงได้อย่างสบายๆ รสนิยมในดนตรีของคนรุ่นใหม่ในสหรัฐฯ เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากอีกครั้งหนึ่ง โดยปรากฏการณ์ที่สำคัญ ได้แก่ สถานะของนักร้องนำในวง big band ที่กลับโดดเด่นกว่าผู้นำวง อิทธิพลของดนตรีสไตล์ใหม่ๆ เช่น Rhythm & Blues (แบ่งสไตล์ย่อยลงไปอีก เช่น Blues Shouters: Big Joe Turner, Chicago Blues: Muddy Waters, Gospel-based Vocals, Boogie-woogie piano blues, ฯลฯ) รวมทั้ง สไตล์ดนตรีใหม่ๆ ในวงการดนตรี Country & Western music เช่น Honky-tong (Hank Williams) และการเกิดขึ้นของดนตรีที่ Alan Freed เรียกในรายการวิทยุของเขาว่า Rock ‘n' Roll ในกลางทศวรรษ 1950s |
|||||||||
|
This Category is currently empty |
|||||||||

